Be yourself.

posted on 22 Jul 2016 07:48 by darkkiller in darkkiller

แปลก...

ตอนเด็กๆมักมีคนบอกว่า พอโตไปเดี๋ยวก็เก่งเอง

เก่งขึ้นน่ะมันใช่ แต่เก่งขึ้นเรื่องอะไรนี่สิประเด็น

ฉันเคยเข้าใจว่า คำว่าเก่งขึ้น คือสกิลความสามารถที่เก่งขึ้น

แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกว่ามันดันแย่ลงล่ะ ?

ความสามารถในวัยเด็ก ทั้งความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถทางศิลปะ ทางการเขียน

มันหายไปไหนหมดนะ ?

ความกระตือรือล้นที่จะเขียน ที่จะทำ มันหายไปไหนหมด ?

การโตเป็นผู้ใหญ่ ควรจะมีสติและสมาธิมากกว่าเดิมสิ

ทำไมฉันถึงรู้สึกว่า สมาธิฉันมันสั้นลงกันนะ

เมื่อไหร่กัน ที่ฉันเริ่มไม่ได้ยิน และมองไม่เห็นตัวละครที่ฉันออกแบบขึ้น

เมื่อไหร่กัน ที่ฉันต้องคิดนานมาก ในการจะลงสีแต่ละสี

เมื่อไหร่กัน ..... ที่เหตุผลมันมามากกว่าความคิดสร้างสรรค์

เมื่อไหร่กัน .... ที่ฉันกลัวการลงสี การเขียน และการจินตนาการของตัวเอง

 

ฉันกลับรู้สึกว่าตอนนี้ฉันเด็กลง วุฒิภาวะต่ำลง รวมถึง EQ ก็ต่ำลงด้วยเหมือนกัน

เมื่อไหร่กัน ที่ฉันทิ้งสิ่งที่ฉันชอบไว้ข้างหลัง แล้วมาอยู่กับสิ่งปัจจุบัน

เมื่อไหร่กัน ที่ฉันขังตัวตนของฉันเอาไว้แล้วไม่ยอมไปเหลียวแลเขา

เมื่อไหร่กันที่ฉันร้องหาตัวของฉัน ...... แล้วเขาก็ไม่กลับมา อีกแล้ว...

Today

posted on 12 May 2016 22:52 by darkkiller

Today วันนี้ ...

น่าแปลกที่คนเรามักจะเติบโตขึ้นทุกวันๆ

ได้รับประสบการณ์สิ่งใหม่ทุกวัน

แต่กลับมีทั้งเรื่องที่พัฒนาขึ้นและแย่ลง

เช่นการเขียนของพั้นซ์เอง ....

 

แปลกที่ตอนสมัยมัธยม ทั้งๆที่ไม่มีความรู้อะไรเลย

มีแค่ความสนุกไปวันๆ ปัญหาชีวิต

ทะเลาะกับเพื่อน กับพ่อ แต่กลับมีสกลิการเขียนที่ดีกว่า

บางทีอาจจะเป็นเพราะความเป็นเด็กที่ทำให้มีอิสระทางความคิดที่มากกว่า

ยิ่งเติบโต ยิ่งต้องรับผิดชอบ ต้องมีขอบเขตในชีวิต

เริ่มใช้สมองมากขึ้น ต้องคอนโทรลตัวเองมากขึ้น

อะไรที่ควรทำ ไม่ควรทำ ควรพูด ไม่ควรพูด

ในสังคมที่มีแต่การวางตัว และการใส่หน้ากาก

 

เมื่อเราเติบโตขึ้น สมองเราคิดมากขึ้น

มีหลักเหตุผลมากขึ้น ไตร่ตรองมากขึ้น

อิสระทางความคิดที่น้อยลง หรือบางคนอาจจะโลกแคบลงด้วย

ในวัยเด็ก แม้จะอยู่แต่ในบ้าน แต่สมองเราออกนอกโลกได้

สมัยก่อน นอกโลกอาจจะมีทั้ง เนเวอร์แลนด์, ดาวนาเม็ก, ฯลฯ

ปัจจุบัน นอกโลกคือชั้นบรรยากาศ แกแลกซี่ ดาวเคราะห์เล็กน้อย

ความตื่นเต้นในการใช้ชีวิตที่น้อยลง เพราะต้องสนใจคนรอบข้าง

วุฒิภาวะที่โตขึ้น ต้องวางตัวมากขึ้น คิดบ้าๆก็ไม่ได้

พูดเยอะก็ไม่ดี ทำตัวบ้าบ้าบอบอก็ดูไม่โปรฯ

หลายๆสิ่งที่เปลี่ยนไป จนบางทีกลับมาถามตัวเองบ่อยๆว่า "เหนื่อยไหม?"

 

เรายังเชื่อในสิ่งสิ่งหนึ่ง จากหนังสือจิตวิทยาเล่มหนึ่งที่อ่านมา

ถ้าอยากรู้ว่าตอนนี้สภาพจิตใจเราเป็นยังไง คิดอะไรอยู่

ให้เขียน....เขียนไปเรื่อยๆ เขียนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ไม่ว่าจะเริ่มจากอะไรก็ตาม แต่สุดท้ายสิ่งที่อยู่ในใจจะเริ่มหลุดออกมา

เพราะเมื่อเราได้เขียน สมองเริ่มประมวลผล

มันจะเริ่มวิเคราะห์แสดงความรู้สึกของเราผ่านตัวอักษร

และนั่น...คือความรู้สึกจริงๆ

 

ไม่นานมานี้ ได้อ่านเฟสบุ๊คของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าคนหนึ่ง "คุณจอมเทียน"

เราเข้าใจเขา เห็นใจเขา และภูมิใจที่เขากล้าบอกทุกคน

กล้าที่จะลุกขึ้นสู้ และสุดท้าย .... กล้าที่จะพยายามฆ่าตัวตาย

มันคงดูแปลกถ้าเราจะพิมว่า เราก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่เคยคิดจะ "ฆ่าตัวตาย"

หลายๆครั้งที่รู้สึกว่าตัวเราเองมันไร้ค่า ไม่เข้าใจว่าทุกวันนี้มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร

อาจจะเป็นความโชคดีที่ .... เราเลือกที่จะ "ไม่ทำ" เพราะไม่อยากให้ "แม่ร้องไห้"

แต่มันก็ยังสะสมในจิตใจอยู่ดี

เราอยากให้แม่เห็นเราในมุมที่สดใส มีความสุข

อยากให้แม่เห็นว่า เขาเลี้ยงเรามาดีแค่ไหน ?

อาการซึมเศร้าของเราไม่ได้เกิดจากแม่ แม่เลี้ยงเราดี ดีมาก

มากจนเราคิดว่า "ไม่มีแม่คนไหนจะดีได้เท่าแม่เรา"

เราไม่อยากให้น้องชายเราร้องไห้ เสียใจที่เราไม่อยู่

 

หลายครั้งที่เราซึมเศร้า

เราไม่อยากให้แม่รู้ จึงเลือกที่จะบอกคนอื่นแทน

แต่ทุกคนบอกว่า เราแค่วิตกจริตเอง เพราะเรายังกินได้ปกติ

จริงๆ....เรากินเยอะกว่าปกติจนน่าตกใจ ไม่มีใครรู้ หรือสังเหตุเห็นว่าเราซึมเศร้าขนาดไหน

เราเลือกหามุมเงียบๆ มืดๆ อยู่คนเดียวเพื่อที่จะร้องไห้

และทำตัวให้ปกติต่อหน้าแม่ และแฟน

เราเลือกจะเก็บทุกอย่างไว้ในจิตใจ และยิ้มออกมา

ทั้งๆที่เรารู้สึกว่าตัวเรามันไร้ค่าเสียเต็มประดา

"ถ้าไม่มีเราอยู่ตรงนี้อาจจะดีกว่านี้"

"เหนื่อยกับโลกใบนี้ ทำไมชั้นถึงหลับไปเลยไม่ได้นะ"

 

แต่ทุกครั้ง บุญเราคงเยอะเกินไป

เราสามารถเลือกที่จะไม่ทำได้

เคยที่จะต้องเอามือยัดไว้ใต้หมอน

หลับตาแล้วเตือนตัวเองว่า "อย่า"

"อย่าทำร้ายตัวเองนะ"

"อย่ากำมือนะ"

"อย่าจิกเล็บลงไปในมือนะ"

"อย่าจิกตัวเองนะ"

"อย่าทำร้ายตัวเองนะ"

"หยุดสั่นเดี๋ยวนี้นะ"

และ.......

"ชั้นต้องทำให้ได้"

ไม่มีใครเข้าใจสักคนเดียว

 

ทุกครั้งที่ร้องไห้ แฟนจะมองว่ามันน่าเบื่อเสียเต็มประดา

ถ้ายิ่งโอ๋ เราจะยิ่มได้ใจ ฉะนั้นเขาจะไม่โอ๋

และ.....ไม่สนใจ

ไม่กอด และไม่ปลอบ เพราะทิ้งเอาไว้เดี๋ยวห็หายอยู่ดี

หลายครั้งที่เราหนีออกมาจากบ้าน เพื่อไปไหนก็ไม่รู้

ขี่มอไซค์เร็วๆ ออกจากบ้านไป

แล้วก็กังวลว่า เขาจะเป็นห่วงเราหรือเปล่า

แต่ไม่เลย....เขาไม่รู้ว่าเราหายไป

 

ใครๆก็อิจฉา ที่ทำไมเราร่าเริงได้ขนาดนี้

พูดเก่ง มีความสุขตลอดเวลาเลยเชียว

นั่น.....คือสิ่งที่เราต้องการให้คนอื่นเห็นไง

แม้ว่าบางครั้ง การพูดเยอะ จะเกิดจากการควบคุมตัวเองไม่ได้ก็เถอะ

แล้วก็จะต้องมานั่งรู้สึกว่า "นี่ชั้นพูดมากไปหรือเปล่า?"

"พลาดอีกแล้วสินะ"

"ทำไมแค่นี้ถึงทำไม่ได้"

บางที เราเองก็อยากคุยเรื่องทั่วไปกับแฟนได้เหมือนกัน

"เรานอนไม่หลับนะ"

"เมื่อคืนนอนน้อยมากเลย"

"เออ...เปิดไฟนอนแล้วรู้สึกปวดตาจัง"

แต่ทุกครั้งที่พูด ก็จะจบด้วยการทะเลาะกัน

เพราะเขาจะหาว่าเรา "โทษว่ามันคือความผิดของเขา"

"เพราะเขาเอาแต่เล่นเกมส์ยันเช้าในช่วงที่เรานอน"

และตกท้ายด้วยการประชด "เออ ไม่เล่นก็ได้"

"เออ ขนคอมพ์ไปเล่นข้างนอกก็ได้"

เราแค่อยากคุย .... ไม่ให้เราคุยด้วย จะให้เราคุยกับใคร

เรามีแฟนคนเดียว ไม่ได้มีหลายคน

เราคุยโทรศัพท์กับเพื่อนเวลาอยู่บ้านนานๆก็โกรธเราอีก

เราคุยกับใครได้บ้างหรอ ?

เราคุยกับรุ่นน้อง ก็โกรธเรา

แต่เราคุยกับเธอไม่ได้นี่นา

บางทีเราต้องระบายออกมาบ้าง

เพราะเราเก็บมันไม่ไหว

เรารู้ตัวดี ว่าถ้าเราเลือกจะเก็บต่อไป

สักวันเราอาจจะตายจริงๆก็ได้

 

 

เราเคยบอกว่าจะไปหาจิตแพทย์

แต่สุดท้าย...เราก็ไม่เคยได้ไป

ทุกคนมองว่ามันเป็นเรื่องเล็กนิดเดียวเอง

สำหรับเรา...."เราอดทนมากนะ"

"มันไม่ง่ายเลยนะ"

 

แต่เราทนได้ .... เราโอเค

เราคิดว่าเรายังคงสะกดจิตตัวเองได้อยู่

แม้เราจะรู้สึกว่าชีวิตเรามันทั้งไร้ค่าและล้มเหลวในทุกอย่างเลยก็ตาม...

Back again !!?

posted on 01 Nov 2014 15:38 by darkkiller
นานแค่ไหนแล้วไม่รู้เหมือนกันที่ไม่ได้เข้ามาที่นี่
กลับมาย้อนดูตัวเองสมัยก่อน ก็แปลกดี ตอนนั้นเราไม่มีความรู้มากเท่านี้
เราไม่มีอิสระมากเท่านี้ มีแต่กฏระเบียบ โรงเรียน ครอบครัว ชีวิตไม่ได้สวยหรู
พ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แม่เลี้ยงไม่เข้าใจ ทะเลาะกับพ่อเพราะสาเหตุหลายๆอย่าง
 
แต่แปลกนะ .... ที่ตอนนี้เคารพตัวเองมากกว่านี้ มีเวลาให้ตัวเองมากกว่านี้
มีจินตนาการมากกว่านี้ มีความน่ารัก การมองโลกในแง่ดี ยิ้มได้แม้จะเจออะไรแย่ๆ
มันแปลกใช่ไหม? ที่สังคมเมื่อโตขึ้นมา มันดันหล่อหลอมให้เราเปลี่ยนไป
ลืมตัวเองว่าเราเคยเป็นใคร เป็นยังไง เคยน่ารักแบบไหน ยิ้มแบบไหน
เคยมีจินตนาการแบบไหน เคยทำอะไรได้มากแค่ไหน
เพียงแค่ว่าเราเริ่มใช้สมองกับอารมณ์เข้ามามีบทบาทมากกว่าแต่ก่อน
พอรอยหยักในสมองมากขึ้น ตรรกะในชีวิตมากขึ้น สิ่งที่เรียกว่าจินตนาการก็จะเริ่มหายไป
บางคนบอกว่าไม่จริงหรอก .... แต่ลองย้อนกลับไปดูรูปภาพเก่าๆที่เราเคยวาด
นิยายเก่าๆที่เราเคยเขียน จินตนาการทุกตัวอักษรและสีสันต์เหล่านั้น
ลองกลับไปทำดูสิ ว่าทำได้เท่าเมื่อก่อนไหม? สมัยก่อนเราสามารถวาดทุกอย่างได้โดยไร้กฏ
แต่พอเราเริ่มมีตรรกะในชีวิต เราก็เริ่มมีกฏ .... จะโค้งตอนไหน จะตรงแค่ไหน ใบไม้ต้องสีเขียว
ต้นไม้ต้องสีน้ำตาล ท้องฟ้าต้องสีฟ้า เต่าต้องมีสี่ขา แมวต้องมีหู หมาต้องมีหาง
อะไรคือจินตนาการ? เราเริ่มแยกคำว่าความฝันกับจินตนาการไม่ออกแล้วด้วยซ้ำ
บางทีอาจจะลืมความฝันของตัวเองไปแล้วด้วย อาจจะเหลือแค่การเพ้อฝัน ....
 
ลองถามตัวเองดู ว่าความฝันเราคืออะไรนะ ? เชื่อว่าหลายๆคนคงคิดนาน
ตัวนี่เองก็คิดนาน คิดจนคิดไม่ออกแล้วว่าเราเคยฝันว่าอะไร เราเคยเป็นคนแบบไหน
การมีเวลาให้ตัวเองตอนนี้คงมีแค่การนอน การไปธนาคาร การซื้อกับข้าว ซักผ้า กวาดบ้าน
และหาเวลาหยุดยาวๆไปเที่ยว,
 
มองหาความฝัน อย่าหลงลืมตัวตนของเรา พูดง่ายๆแต่ฟังดูยากมากถึงมากที่สุด
ไม่มีอะไรยากหรอก มีแต่เราจะไม่ทำ , แต่บางทีก็อดแย้งไม่ได้ว่า ทำแล้วโว้ย แต่คิดไม่ออก
บางทีการเขียนบล็อคแบบนี้ก็ดีนะ มันเหมือนได้คุยกับตัวเองในโลกมุมหนึ่ง บางทีก็พิมอะไรออกมาไม่รู้
ยาวเหยียด จับใจความไม่ได้ แต่เขียนเสร็จแล้วก็รู้สึกดีไปอีกแบบ เหมือนได้ตัวเองคนก่อนกลับคืนมา
แม้ว่าสำนวนการเขียนสมัยนั้นจะดีกว่านี้เยอะ แม้จะเด็กกว่า
 
เหมือนสมัยเด็กที่ให้เอา 2+2 = 4
สมัยนี้เมื่อบอกว่า 2+2 = ? บางทีเราก็คิดกับมันนานได้นะ เพราะไม่รู้ว่าโจทย์จะแกล้งอะไรรึเปล่า
ลัพธ์สมองหรือเปล่า หรืออันนี้ถามตรงๆ นี่แหละสมองของคนเรา พอมันซับซ้อนเข้ามากๆ
บางทีก็หลงอยู่ในความซับซ้อนของตัวเองโดยไม่ตั้งใจ ทีนี้ก็ออกยากซะแล้วเพราะจำไม่ได้ว่าเข้ามาเมื่อไหร่
เข้ามาตอนไหน เข้ามายังไง เหมือนอยู่ในเขาวงกต